ความปกติใหม่ New Normal – Covid 19

Search

Tags

fb hotel restaurant service training trainingreform การบริการ การบริการอาหาร การบริการอาหารและเครื่องดืม การฝึกอบรม การพัฒนา การอบรม การอบรมการบริการอาหาร การอบรมการบริการอาหารและเครื่องดื่ม การอบรมภายในองค์กร การเพิ่มยอดการขายอาหารและเครื่องดื่ม การไปใช้บริการตามสถานที่ต่างๆ เรามักได้ยินหรือพบเจอการที่พนักงานแผนกหนึ่งแจ้งให้ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการให้ เดินไปพบ หรือ เดินไปไปติดต่อ เจ้าหน้าที่หรือพนักงานอีกแผนกหนึ่ง บริการ ฝึกอบรม พัฒนา ภัตตาคาร มารยาท มารยามการรับประทานอาหารตะวันตก วิทยากร วิทยากรอบรม วิทยากรอบรมการบริการ หลักสูตรการบริการ หลักสูตรอบรม หลักสูตรอบรมการบริการ หลักสูตรอบรมภายในองค์กร ห้องอาหาร อบรม อบรมการบริการ อบรมบริการ อบรมภายในองค์กร อาหารและเครื่องดื่มอบรม โรงแรม

Photo by Markus Winkler on Unsplash

Written by: Nattapol Klanwari

จากสถานการณ์การระบาดบาดของเชื้อไวรัส Covid – 19 ที่สร้างผลกระทบกับทุกคน ทุกชาติ ไม่มีที่ยกเว้น โดยเฉพาะเรื่องการทำมาค้าขายและการเดินทาง เกิดมาตรการต่างๆ ขึ้นมากมาย และที่สำคัญที่สุดคือการมองต่อไปในอนาคตว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นหรือต้องทำอย่างไรต่อไป จนเกิดคำว่า “New Normal”

ขณะนี้มีคำยอดฮิต “New Nomal” หรือที่แปลว่า “ความปกติใหม่” ที่ใช้พูดถึงกันบ่อยมากจนบางคนนำมาใช้การกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อความทันสมัยและทันต่อเหตูการณ์ ผมก็รู้สึกสะกิดในใจว่าตกลงมันจะเป็นยังไงต่อไป สังคมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรกันอย่างโกลาหลเช่นนั้นเชียวหรือ ก็แต่เก็บไว้ในใจ จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้เห็นการพูดของ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) ทางช่องยูทูป THE STANDARD ECONOMIC FORUM จึงตัดสินใจเขียนบทความนี้ขึ้นมา ผมเน้นเขียนไว้เป็นหลักฐานเพื่อการเทียบเคียงต่อไปอนาคตว่าจะจริงหรือไม่ ใช่หรือไม่

การแพร่ระบาดของโรคติดต่อมิใช่เพิ่งมาเกิด Covid – 19 นี้แต่อย่างใด ในอดีตมีการแพร่ระบาดของโรคระบาดต่างๆ ทำให้มีผู้คนล้มตายมาแล้วเป็นจำนวนมากมาแล้วหลายครั้ง เราลองมาไล่เรียงดูกันว่าในโลกนี้เคยเกิดโรคระบาดที่รุนแรง ผู้คนล้มตายกัน มีโรคอะไรบ้าง (เน้นเฉพาะที่สำคัญๆ ระดับโลก)

 

กาฬโรค (Plague) เกิดจากเชื้อแบคมีเรีย จากสัตว์ฟันแทะ และหมัดเป็นพาหะนำโรค รวมถึงการแพร่ในอากาศ ผ่านการสัมผัสได้โดยตรง โดยอาหารหรือวัสดุปนเปื้อน มีผลทำให้โลหิต น้ำเหลืองเป็นพิษ ปอดบวม

  • ช่วงที่ 1 พ.ศ. 1084 – 1085 (541 – 542) สมัยจักวรรดิโรมันตะวันออก มีคนเสียชีวิต 100 ล้านคน
  • ช่วงที่ 2 พ.ศ. 1881 – 1894 (1338 – 1351) เริ่มจากตอนใต้ของอินเดียและจีน ระบาดเข้าไปในลอนดอนตามเส้นทางสายไหม และทั่วไปในยุโรป มีคนตายถึง 25 ล้านคน
  • ช่วงที่ 3 พ.ศ.2428 (1885) เริ่มจากยูนานประเทศจีนและแพร่ระบาดไปทั่วทุกทวีป  มีคนตายมากกว่า 12 ล้านคน

ปี พ.ศ.2456 ในประเทศไทยมีคนตายถึง 300 คน

ข้อมูลจาก

https://th.wikipedia.org/wiki/กาฬโรค
https://www.hfocus.org/content/2014/08/7906

 

อหิวาตกโรค (Cholera) ในปี พ.ศ. 2553 มีผู้ป่วยทั่วโลกประมาณ 3 – 5 ล้านคน เสียชีวิตประมาณ 100,000 – 130,000 คน ผู้ป่วยจะมีอาการท้องร่วง มีภาวะขาดน้ำอย่างเฉียบพลัน

ในประเทศไทยมีการระบาดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และมารุนแรงในสมัยรัชกาลที่ 2 มีคนตายถึง 30,000 คนภายใน 15 วัน เนื่องจากมีการใช้น้ำในแม่น้ำลำคลองเป็นหลัก มีการถ่ายและชำระล้างในแม่น้ำลำคลองด้วย

สมัยรัชกาลที่ 3 เกิดขึ้นอีกครั้งมีคนตายถึง 1,500 – 20,000 คนภายในเดือนเดียว จนเกิดคำที่เรียกว่า “ห่าลง”, “แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์”, “ประตูผี” เนื่องจากมีคนตายมากจนเผากันไม่ทันต้องหามศพหรือผีจากพระนครชั้นในไปโยนให้แร้งจิกกินกันที่วัดสระเกศ

ข้อมูลจาก

https://th.wikipedia.org/wiki/อหิวาตกโรค
https://www.hfocus.org/content/2013/09/4628

ภาพจาก https://www.hfocus.org/content/2013/09/4628

 

ไข้หวัดนก (Bird Flu)

  • เริ่มระบาดครั้งแรก ปี พ.ศ. 2460-2461 (1918-1920) เรียกว่า ไข้หวัดสเปน (Spanish Flu) มีผู้เสียชีวิต 50 – 100 ล้านคนหรือเท่ากับคนจำนวน 1 ใน 3 ของประชากรของทวีปยุโรป
  • ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2500-2501 (ค.ศ.1957-1958) เรียกว่า ไข้หวัดใหญ่เอเซีย (Asian Flu) มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 1- 4 ล้านคน

  •  ครั้งที่ 3 ปี พ.ศ. 2511 (ค.ศ.1968) เรียกว่า “ไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง” (Hong Kong Flu) มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 1 – 4 ล้านคน

ข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org/wiki/ไข้หวัดนก

 

โรคซาร์ส (SARS – Severe Acute Respiratory Syndrome) กลุ่มอาการโรคระบบหายใจเฉียบพลันอย่างรุนแรง ปี 2545 – 2546 (2002 – 2003) มีผู้ป่วย 8,098 และเสียชีวิต 774 คน ใน 17 ประเทศ

ข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org/กลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง

จะเห็นได้ว่าเราผ่านเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อมามากหมายหลายครั้ง ทั้งนี้ยังไม่รวมการเกิดโรคในประเทศหรือสังคมแคบๆ อีกนับไม่ถ้วน ซึ่งมีผลต่อการใช้ชีวิตและการทำมาหากิน

 

https://www.youtube.com/watch?v=1iOtGQ4Qdcg
คลิ๊กเพื่อรับฟังรับชมการพูดถึง New Normal ของ ดร.ศุภชัย  พานิชภักดิ์

 

ถึงแม้ว่าจะเกิดโรคระบาด ในแต่ละครั้ง ณ ขณะนั้นก็จะมีการกำหนดมาตรการต่างๆ ขึ้นมามากมาย พูดถึงการป้องกัน การใช้ชีวิตแบบไหม่ (เพียงแต่ไม่ได้เรียกว่า New Normal เท่านั้นเอง) และแล้วคนเราก็ใช้ชีวิตตามปกติกันกัน (อาจจะด้วมีวิธีการรักษาหรือมีวัคซีนป้องกันแล้วก็ได้)

 

Photo by Anastasia Vityukova on Unsplash

เพราะอะไรหรือครับ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ไม่ใช่สัตว์ที่อยู่อาศัยแบบเดี่ยว มีการเข้าสังคม การทานอาหารร่วมกัน การสัมผัส การกอด โดยเฉพาะกันทักทายของชาวตะวันตกที่จับมือ กอดกัน หอมแก้วกัน ใช้จมูกสัมผัสกัน ฯลฯ เป็นวัฒนธรรมและเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต จะเห็นได้ว่าเกิดโรคระบาดมาตั้งหลายครั้งแต่วัฒนธรรมดังกล่าวก็ยังคงอยู่ ไม่ได้หายไป อาจจะมีการหยุดชะงักไปชั่วขณะหนึ่งระหว่างการระบาดของโรคดังกล่าว

มาถึงเรื่องการปฏิบัติและรับมือในอนาคตต่อ Covid – 19 คงหนีไม่พ้นเรื่องสาธารณสุขหรือความสะอาดพื้นฐาน คือ

  • การล้างมือบ่อยๆ
  • การรักษาความสะอาดของสิ่งของต่างๆ
  • ทานร้อนช้อนกลาง
  • ของร้อนทานตอนที่ยังร้อน ของเย็นทานตอนที่ยังเย็น
  • ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
  • ไม่ว่าจะป่วยด้วยโรคอะไรต้องป้องกันไม่ให้แพร่ถึงผู้อื่น แม้แต่คนในครอบครัว เช่น การใช้หน้ากากอนามัย
  • พัฒนา รักษาพนักงานให้มีมาตรฐานทีดีต่อไป เพราะอย่างไร ลูกค้าก็ยังต้องการการบริการ และการบริการต้องใช้คนแน่ๆ การบริการแบบไม่ใช้คนหรือพนักงานอาจใช้ได้กับการบริการบางประเภทเท่านั้น ไม่ใช่ทุกประเภท อย่าเหมารวมกันทั้งหมด (เก้าอี้นวดดไฟฟ้ายังมีจำนวนน้อยกว่าพนักงานนวด)
  • ปฏิบัติตามมาตรฐานของสุขอนามัยอาหารและเครื่องดื่ม (สามารถเข้าดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://trainingreform.com/index.php/training-blog/166-training-blog-72)
  • เตรียมแผนรองรับหากเกิดวิกฤตการณ์ที่ไม่คาดฝัน คือ ไม่ประมาท มีแผนสำรอง (Plan B), แผนรองรับความเสี่ยง (Risk Management), เก็บเงินทุนสำรองหากเกิดเหตูฉุกเฉินทั้งการทำงานและการดำเนินชีวิต ปัจจุบันอย่าว่าแต่มี 100 ใช้ 100 แล้วจะแย่เลย แค่มี 100 ใช้ 70 ก็แย่แล้ว ยิ่งถ้ามี 100 ใช้ 110 ด้วย ไม่ต้องกังวลกับโรคระบาดเลยครับ ไม่ทันได้ตายด้วยโรคแน่ๆ

สิ่งเหล่านี้ ถึงไม่เกิดโรคระบาดก็ต้องปฏิบัติกันอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน นี่ยังไม่รวมถึงทั้งวงจรของห่วงโซ่อาหาร (Food Supply Chain) ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ (การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์) โรงฆ่าสัตว์ การขนส่ง การเก็บรักษา ไม่จำหน่ายหรือกินสัตว์แปลกๆ ฯลฯ

ยังไงซะ คนเราก็ต้อง เข้าสังคม เดินทาง ท่องเที่ยว ทานอาหารนอกบ้าน มาเตรียมพร้อมในการสร้างคุณภาพและมาตรฐานในการบริการให้พร้อม จนสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ให้กับลูกค้าต่อไปในอนาคตดีกว่า

เมื่อสองวันก่อนเห็นภาพข่าวหนึ่ง (ขออภัยจำแหล่งข่าวไม่ได้) ระบุว่าทันที่ที่มีการผ่อนปรนการปฏิบัติเกี่ยวกับ Covid -19 หมอนวดเกลี้ยงตู้เลย ผมไม่แน่ใจว่าเขาปฏิบัติเกี่ยวกับ ระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ที่ต้องอยู่ห่างกันอย่างน้อย 6 ฟุต หรือ 2 เมตร กันอย่างไร หากท่านผู้อ่านท่านใดทราบคำตอบกรุณาแนะนำให้ผมทราบด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง