การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน (Performance Appraisal)

Search

Tags

fb hotel restaurant service training trainingreform การบริการ การบริการอาหาร การบริการอาหารและเครื่องดืม การฝึกอบรม การพัฒนา การอบรม การอบรมการบริการอาหาร การอบรมการบริการอาหารและเครื่องดื่ม การอบรมภายในองค์กร การเพิ่มยอดการขายอาหารและเครื่องดื่ม การไปใช้บริการตามสถานที่ต่างๆ เรามักได้ยินหรือพบเจอการที่พนักงานแผนกหนึ่งแจ้งให้ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการให้ เดินไปพบ หรือ เดินไปไปติดต่อ เจ้าหน้าที่หรือพนักงานอีกแผนกหนึ่ง บริการ ฝึกอบรม พัฒนา ภัตตาคาร มารยาท มารยามการรับประทานอาหารตะวันตก วิทยากร วิทยากรอบรม วิทยากรอบรมการบริการ หลักสูตรการบริการ หลักสูตรอบรม หลักสูตรอบรมการบริการ หลักสูตรอบรมภายในองค์กร ห้องอาหาร อบรม อบรมการบริการ อบรมบริการ อบรมภายในองค์กร อาหารและเครื่องดื่มอบรม โรงแรม

Written by Nattapol Klanwari

การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal) เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นในการทำงาน และเป็นเรื่องที่ชวนให้เกิดความน่าเบื่อ รำคาญ จนกลายเป็นภาระหรือปัญหาเพิ่มขึ้นอีกชิ้นหนึ่งของการทำงาน เพราะเหมือนเป็นเรื่องของการให้คุณให้โทษกันเลยทีเดียว

การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน (Performance Appraisal) มีทั้งสร้างความพอใจและความไม่พอใจได้ในขณะเดียว โดยเฉพาะกิจกรรมนี้เป็นเรื่องของการกำหนดให้เป็นการชี้ความดีความชอบ ซึ่งก็หนีไม่พ้นเรื่องการขึ้นเงินเดิอนที่เป็นปัจจัยสำคัญของการแลกกันกับการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์เงินเดือน (Salary Man)

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจในเป้าหมายของการประเมินผลการปฏิบัติงานก่อนว่าหมายความว่าอย่างไร

“The main objective of performance appraisals is to measure and improve the performance of employees and increase their future potential and value to the company”

“วัตถุประสงค์หลักของการประเมินผลการปฏิบัติงาน คือการวัดและพัฒนาการทำงานและเพิ่มศักยภาพและคุณค่าในอนาคตของพนักงานให้กับองค์กร”

จาก: http://www.whatishumanresource.com/objectives-of-performance-appraisal

นี่เป็นความหมายหลักที่ตรงที่สุด อาจมีเป้าหมายรองลงไปอีก เช่น เป็นเครื่องมือของการขึ้นเงินเดือนหรือการโปรโมทขึ้นไปรับตำแหน่งที่สูงขึ้น ทั้งนี้ผลของการประเมินก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ ประเมินแล้วผลการปฏิบัติงานดี องค์กรก็ได้ประโยชน์ที่ดีจากการทำงานของพนักงานคนนั้น และแน่นอนว่าก็ควรได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้นหรือเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

จากความหมายหรือวัตถุประสงค์ข้างต้น ผมขอระบุสิ่งที่เกี่ยวข้องเป็นข้อๆ เพื่อจัดการกับการประเมินผลการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนี้

1. แบบฟอร์มหรือหลักเกณฑ์การประเมินจะต้องได้รับการอธิบายทำความเข้าใจให้ตรงกันทั้งผู้ที่ทำการประเมินและผู้ที่ถูกประเมิน แต่ละเรื่องแต่ละหัวข้อมีความหมายอย่างไร ไม่มีแบบประเมินผลการปฏิบัติงานของใครที่ดีที่สุด ข้อสำคัญอยู่ที่การทำความเข้าใจให้ตรงกันให้มากที่สุด

2. ต้องยึดเป้าหมายหลักของการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ว่า “เป็นการแจ้งให้ผู้ที่ได้รับการประเมินผลงานได้ทราบสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อไปในอนาคต” และวิธีที่ใช้คือ Giving Feedback หรือการให้ผลสะท้อนกลับกับผู้ที่ได้รับการประเมิน โดยมีหลักการดังนี้

  • บอกให้ผู้ได้รับการประเมินทราบถึงสิ่งที่ทำได้ดี หรือจุดเด่นของเขา ให้เขารักษา ปฏิบัติต่อไปอย่างต่อเนื่องและพัฒนาต่อไปอีกอย่าหยุดเพียงแค่นี้
  • บอกสิ่งที่เขาควรปรับปรุง (ไม่ใช้คำว่า “ข้อเสียหรือจุดบอด”) พร้อมทั้งให้คำแนะนำที่สามารถปฏิบัติได้ ตลอดจนเสนอให้ความช่วยเหลือและให้คำแนะนำตลอดเส้นทางของการพัฒนาของเขา

สำหรับ Giving Feedback อยู่บนหลักที่ว่าไม่มีใครสมบูรณ์ 100% ทุกคนมีทั้งข้อดี และข้อที่ต้องพัฒนาหรือปรับปรุงด้วยกันทุกคน เพียงแต่เจ้าตัวจะทราบหรือไม่ ที่แนะนำให้แจ้งข้อดีก่อนข้อปรับปรุงเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนที่ว่า “ตบหัวแล้วลูบหลัง”

Photo by Amy Hirschi on Unsplash

 

3. หัวข้อการประเมิน หรือการกำหนดเป็น KPI (Key Performance Indicator) ที่เป็นนามธรรม (Subjective) จะต้องมีการปรับให้เป็นรูปธรรม (Objective) ที่สามารถวัดหรือประเมินได้ เช่น หัวข้อ “ความคิดริเริ่ม” จะต้องมีการกำหนดและให้ผู้ได้รับการประเมินเสนอผลงานที่เป็นสิ่งที่สะท้อน “ความคิดริเริ่ม” โดยแจ้งและยกตัวอย่างให้เขาได้ทราบ ซึ่งความคิดริเริ่มนั้นจะต้องเป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีปัจจัยหลักๆ คือ

  • เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้
    • การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม จากเดิมเป็นอย่างไร สู่ สิ่งใหม่ที่ดีขึ้นอย่างไร
    • หรือ สามารถลดต้นทุนการผลิตได้โดยการคำนวณ จากเดิมเป็นเท่าไร สู่ สิ่งใหม่เป็นเท่าไร
    • หรือ สามารถเพิ่มผลผลิตได้ จากเดิมที่เท่าไร สู่ ระบบใหม่เป็นที่เท่าไร
    • ฯลฯ
  • ตัวอย่างเช่น แต่เดิมใช้การบันทึกข้อมูลต่างๆ ลงสมุด แต่ปรับมาใช้โปรแกรมในการจัดเก็บข้อมูลและประมวลผล

อาจกำหนดเป็นจำนวนกิจกรรมต่อปี เช่นปีละ 2 กิจกรรมเป็นอย่างน้อย ถ้าพนักงานเสนอและทำกิจกรรมในการลดต้นทุนการผลิตก็จะสะท้อนถึง “ความคิดริเริ่ม”, “ความรักองค์กร” หรือ “ลูกจ้างสวมหัวใจเถ้าแก่” หรือ “มีความคิดและทำให้เกิดความสำเร็จ” และแน่นอนว่าการที่เขาเสนอกิจกรรมหรือโครงการก็ต้องฝึก “การนำเสนอ” ซึ่งจะต้องใช้กลวิธีของ “การสื่อสาร”  หรือ “การเจรจาต่อรอง” เพื่อขายไอเดียให้ผู้จัดการซื้อไอเดียของเขา ไปในตัวโดยปริบาย และเป็นรูปธรรม ผ่านการฝึกปฏิบัติจริง เรียนรู้จากกันและกัน ถ้าเขาไม่มั่นใจ ก็จัดการอบรมการนำเสนอให้เขาโดยเฉพาะ การฝึกอบรมนั้นก็จะเกิดประโยชน์โดยตรงแน่ๆ และใช้ได้เลย

Photo by Product School on Unsplash

4. องค์กรโดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูง (Top Management หรือ Owner) ต้องสร้างบรรยากาสส่งเสริมให้พนักงานพัฒนาในสิ่งต่างๆ ที่ต้องการให้เขาเป็น เช่น การชื่นชมหรือให้รางวัลกับผู้ที่มีผลงานต่างๆ ให้พนักงานเห็นผลงาน และเจ้าของผลงานเกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง

ตัวอย่างหนึ่งของการบั่นทอนความคิดริเริ่มของพนักงานที่ผมพบเจอด้วยตนเอง คือ มีร้านอาหารแห่งหนึ่งมียอดขายวันละไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท ต่อวันนะครับ เดือนหนึ่งก็เป็นล้านบาท ใช้การรับคำสั่งอาหารด้วยการจดใส่กระดาษแล้วนำไปส่งต่อให้กับกุ๊กที่ปรุงอาหาร รับคำสั่งผิดๆ ถูกๆ เขียนอ่านออกบ้างอ่านไม่ออกบ้าง ทำให้เสิร์ฟผิดโต๊ะบ้าง วุ่นวายกันแทบทุกวันจนเป็นเรื่องปกติ เมื่อเสร็จงานแล้วพนักงานต้องนำกระดาษนั้นมาลอกลงสมุดว่าขายอาหารอะไรได้กี่จาน รวมเงินได้เท่าไร

มีพนักงานเสนอให้ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการสั่งอาหาร (Point of Sales – POS) เมื่อคีย์หน้าจอสั่งอาหาร คำสั่งก็จะถูกพริ้นท์ออกที่แผนกกุ๊ก รวมเงิน คำนวณวัตถุดิบที่ใช้หมดไป และปริมาณที่ต้องสั่งซื้อ แต่เจ้าของไม่รับไอเดีย ยังคงขอให้ทำอย่างเดิมต่อไป

ถ้าเราเป็นพนักงานคนที่เสนอก็คงขออยู่เฉยๆ ดีกว่า