ความรับผิดชอบ (Responsibilities) VS อำนาจ (Authority) ของ Supervisor 2/2

Search

Tags

fb hotel restaurant service training trainingreform การบริการ การบริการอาหาร การบริการอาหารและเครื่องดืม การฝึกอบรม การพัฒนา การอบรม การอบรมการบริการอาหาร การอบรมการบริการอาหารและเครื่องดื่ม การอบรมภายในองค์กร การเพิ่มยอดการขายอาหารและเครื่องดื่ม การไปใช้บริการตามสถานที่ต่างๆ เรามักได้ยินหรือพบเจอการที่พนักงานแผนกหนึ่งแจ้งให้ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการให้ เดินไปพบ หรือ เดินไปไปติดต่อ เจ้าหน้าที่หรือพนักงานอีกแผนกหนึ่ง บริการ ฝึกอบรม พัฒนา ภัตตาคาร มารยาท มารยามการรับประทานอาหารตะวันตก วิทยากร วิทยากรอบรม วิทยากรอบรมการบริการ หลักสูตรการบริการ หลักสูตรอบรม หลักสูตรอบรมการบริการ หลักสูตรอบรมภายในองค์กร ห้องอาหาร อบรม อบรมการบริการ อบรมบริการ อบรมภายในองค์กร อาหารและเครื่องดื่มอบรม โรงแรม

Written by Nattapol Klanwari

การทำหน้าที่รับผิดชอบ (Responsibilities)ในแหน่งต่างๆ จะมีระดับความรับผิดชอบแตกต่างกันไป ทั้งนี้ความรับผิดชอบนั้นจะต้องมีอำนาจหรือสิทธิ์ (Authority) ที่เหมาะสมกับความรับผิดชอบนั้นๆ เพื่อให้การทำหน้าที่หรือรับผิดชอบนั้นเป็นไปด้วยความมีประสิทธิภาพ

บทความที่แล้วผมได้เขียนเรื่องความรับผิดชอบ (Responsibilities) ของการเป็นหัวหน้างาน (Supervisor) สามารถคลิ๊กอ่านประกอบการทำความเข้าใจในบทความนี้ได้ที่ที่ลิ๊งค์นี้ https://trainingreform.com/index.php/training-blog/270-training-blog-156

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าหน้าที่ความรับผิดชอบต้องมีเครื่องมือในการทำหน้าที่ที่เหมาะสม เปรียบเสมือนมีเครื่องมือหรืออาวุธในมือเพื่อให้ใช้ สำหรับการทำหน้าที่ความรับผิดชอบ หัวหน้างานต้องมีสิทธิหรืออำนาจ (Authority) ดังต่อไปนี้

     1. อำนาจด้านการมอบหมาย (Conferred Authority)

     2. ความรู้ (Knowledge)

     3. คุณสมบัติเฉพาะตัว (Personal Quality)

มาดูรายละเอียดของอำนาจในแต่ละด้านกัน

1. อำนาจด้านการมอบหมาย (Conferred Authority)

แน่นอนว่าก่อนอื่นก็ต้องได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่หัวหน้างานอย่างเป็นทางการ มีการออกเอกสารแต่งตั้งและประกาศให้พนักงานคนอื่นได้รับทราบทั่วกัน นอกเหนือจากการแต่งตั้งจะมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย คือ

  • มีโอกาสได้รับการศึกษาหรือฝึกอบรมด้านการจัดการ (Management) ในภาพรวมของการทำงานและขององค์กร
    • เพื่อการทำหน้าที่หัวหน้างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะในอดีตที่ผ่านมาจะเป็นการทำงานด้านเทคนิดเป็นส่วนใหญ่
  • การได้ทำหน้าที่บริหารจริงๆ
    • ในเมื่อฝ่ายบริหารแต่งตั้งเขาขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของทีมการบริหารจัดการแล้ว ถึงแม้จะเป็นการจัดการระต้น ก็ต้องถือว่าเขาอยู่ในทีมการบริหารจัดการแล้ว ดังนั้นต้องให้เขาได้ทำหน้าที่บริหารจัดการจริง เช่น ต้องให้เข้าร่วมประชุม มีสิทธิออกความคิดเห็น เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมตัดสินใจในส่วนที่เหมาะสมด้วย
  • การได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม
    • โดยมากก็จะเป็นค่าตำแหน่งเพิ่ม พร้อมสิทธิอื่นๆ เช่น ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ฯลฯ ที่มีมากกว่าพนักงานระดับปฏิบัติการ
  • ได้รับข้อมูลทั้งระดับบนและระดับล่าง
    • เนื่องจากหัวหน้างานเป็นตัวกลางระหว่างผู้จัดการและพนักงาน ดังนั้นหัวหน้างานต้องได้รับข้อมูลทั้งจากฝ่ายบริหารและจากพนักงานเพื่อการดำเนินงานหรือตัดสินใจได้ในระดับที่เหมาะสม

 2. ความรู้ที่มี (Knowledge)

ความรู้ของคนที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้างานทั้งในส่วนงานเทคนิคพื้นฐานของงานที่ทำ และความรู้อื่นที่ประกอบการเป็นหัวหน้างานเป็นสิ่งที่จะสนับสนุนการทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีอีกส่วนหนึ่ง ทั้งนี้สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากคือคำว่า “ระยะเวลาของประสบการณ์” โดยเฉพาะเรื่องการนำเอาระยะเวลาทำงานมาเป็นตัวกำหนดว่าใครทำงานมานานกว่ากัน คนนั้นมีประสบการณ์ทำงานมากี่ปี เป็นต้น

ตัวอย่างในภาพกราฟด้านบน นาย ก ประสบการณ์ทำงาน 20 ปี นาย ข มีประสบการณ์ทำงาน 10 แต่เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพและสิ่งต่างๆ ที่นาย ข มีอาจเช่น ความรับผิดชอบที่หลากหลาย พัฒนาการใช้ภาษาอังกฤษได้ดีกว่า มีความคิดริเริ่มที่มากกว่า ฯลฯ และที่สำคัญนาย ข มีคุณภาพของงานเมื่อเริ่มเข้าทำงานน้อยกว่านาย ก ด้วย แต่ถ้านาย ก มีจำนวนปีของประสบการณ์มากกว่า คุณภาพการทำงานดีกว่านาย ข นั่นก็ยิ่งดีขึ้นไปใหญ่ คือ นาย ก จะมีประสบการณ์และคุณภาพ ดังนั้นการที่แต่งตั้งหรือให้ตำแหน่งโดยใช้จำนวนปีการทำงานเพียงอย่างเดียวหรือที่เรียกว่า ตามลำดับอาวุโสก็คงจะไม่เหมาะสมเท่าไร

อำนาจโดยความรู้ที่มี สามารถพัฒนาได้โดย

  • การรับการฝึกอบรม โดยเฉพาะในเรื่องเฉพาะที่จำเป็นของตนเอง
    • แต่ละคนที่ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้างานก็จะมีจุดที่ต้องได้รับการอบรมหรือฝึกฝนที่แตกต่างกันออกไป เช่น บางคนไม่เคยจับงานเอกสารมาเลย แต่ต้องมาเขียนรายงาน ก็ต้องได้รับการฝึกอบรมเรื่องการเขียนรายงาน เป็นต้น
  • การได้รับข่าวสารข้อมูลจากฝ่ายบริหาร หรือการชี้แนะจากผู้บริหาร

ทั้งนี้ ความรู้สามารถพัฒนากันได้ไม่ยาก ถ้าไม่ปิดกั้นตัวเอง

3. อำนาจโดยคุณสมบัติเฉพาะบุคคลหรือเฉพาะตัว (Personal Quality) ประกอบด้วย

  • มีความตื่นตัวอยู่เสมอ
    • เป็นคนที่ Active ไม่เฉื่อยชา
  • ทำงานด้วยความมีทัศนคติที่ดีที่เป็นตัวอย่างได้
    • สามารถเป็นตัวอย่างที่ดี แม้กระทั้งทัศนคติที่ดีที่มีต่อลูกค้า องค์กร อาชีพการทำงาน
  • เป็นผู้ฟังที่ดี
    • เป็นผู้ที่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง และลูกค้า

Photo by Mimi Thian on Unsplash

  • อดทนต่อความกดดันได้
    • การทำงานในตำแหน่งหัวหน้างานจะต้องรับผิดชอบทั้งงานและพนักงาน ตลอดจนบุคคลจากแผนกอื่น การอดทดอดกลั้นต่อสิ่งที่เข้ามากระทบเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง
  • มีความยุติธรรม
    • ต้องเป็นการแสดงออกถึงการกระทำที่เห็นถึงความยุติธรรมได้อย่างชัดเจน ประกอบกับการสื่อสารว่า “ทำไม” ถึงทำเช่นนั้น
  • มีการจัดการที่ดี (Well Managed)
    • การจัดการในทุกๆ ด้าน ทั้งงาน และเรื่องของตัวเอง
  • สามารถลดบรรยากาศความตึงเครียดได้
    • นอกเหนือจากความอดทนต่อความกดดันแล้วยังต้องเป็นผู้ที่ลดความตึงเครียดของสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่เจ้าอารมณ์ หรือเป็นผู้เติมเชื้อเพลิงเข้ากองไฟเข้าไปอีก แต่ก็ไม่ใช่ตลกจนไม่รู้จักกาลเทศะ
  • มองการณ์ไกล
    • สามารถที่จะมองเห็นในสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากผลของการกระทำหนึ่ง ว่าจะเกิดผลดีผลเสียอย่างไรต่อไปในอนาคต
  • มีความเป็นมิตรแต่ไม่ถึงกับเล่น
    • เป็นมิตรกับคนทุกคน แต่ไม่ถึงกับเล่นหัวเล่นหางจนมองดูไม่น่าเชื่อถือ
  • มีธรรมชาติของการเป็นผู้นำ
    • จริงอยู่ว่าการเป็นผู้นำสามารถสร้างหรือเพิ่มเติมกันได้ แต่ถ้ามีคุณสมบัตินี้ติดตัวมาก่อนก็จะเป็นผลดี เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมที่คุ้นชินมาแล้ว ค่อนข้างเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา
  • มีสุขภาพที่ดี
    • สุขภาพที่ดีของทั้งร่างกายและจิตใจ องค์กรคงไม่ต้องการอุ้มหัวหน้างานที่ 3 วันดี 4 วันลาป่วย
  • ให้เกียรติพนักงาน
    • ใครๆ ก็ต้องการการให้เกียรติไม่ว่าจะเป็นคนระดับไหน คนที่จะเป็นหัวหน้างานต้องแสดงพฤติกรรมในการให้เกียรติพนักงานทั้งต่อหน้าและลับหลัง

คุณสมบัติเฉพาะตัวหรือเฉพาะบุคคลนี่แหละครับที่เป็นสิ่งที่จะส่งเสริมหรือ บั่นทอนการทำหน้าที่ของการเป็นหัวหน้างานที่สำคัญที่สุด เราอาจสังเกตเห็นได้ในบางองค์กรว่าพนักงานเชื่อถือรุ่นพี่คนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นหัวหน้างานมากว่าหัวหน้างานจริงด้วยซ้ำไป เพราะ Personal Quality เป็นตัวสร้างความเชื่อมั่น หรือความศรัทธา (Trust) หรือเรียกง่ายๆ ว่าภาวะของการเป็นผู้นำ (Leadership) ที่พนักงานอยากทำตามหรือร่วมทำงานด้วย

Photo by Jannis Lucas on Unsplash